วิธีคิดของ มาร์กซิสต์ในกลางศตวรรษที่ 19 ในยุคนั้น

 

วิธีคิดของ มาร์กซิสต์ในกลางศตวรรษที่ 19 ในยุคนั้น





นี่คือหนึ่งใน วิธีคิดของ มาร์กซิสต์ในกลางศตวรรษที่ 19 ในยุคนั้น ต่างขานรับและบอกว่า มันคือสุดยอดความคิดที่พวกเขาเฝ้ารอมานานแสนนาน เพราะว่า สังคมส่วนใหญ่ รวมทั้งสื่อสารมวลชนคิดว่า

ในทุกๆวัน เราใช้แต่สินค้าของคนรวยทุนใหญ่ ที่ผลิตจากโรงงาน ในเมืองใหญ่ ส่งมาขายตามหัวเมือง ถ้าเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ สามารถผลิตสิ่งนั้นได้ และขายในหัวเมือง ไม่มีค่าขนส่ง ประชาชน จะได้ของถูกกว่า เป็นประโยชน์ที่สุด หลายประเทศฝั่งยุโรปตะวันออก ต่างก็เอาเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์ไปใช้ นำโดย สหภาพโซเวียต และที่เป็นตัวอย่างอย่างดี คือ เยอรมัน สร้างกำแพงเบอร์ลินกั้นประเทศออกเป็น 2 ฝั่งในปี 2504 ฝั่งตะวันออกเป็นสังคมนิยมแบบมาร์กซิสต์ ฝั่งตะวันตกเป็นทุนนิยม

หลังจากเอาชุดความคิดเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์ไปบริหารประเทศ ปรากฎว่า ประเทศสังคมนิยมทั้งหลายในยุโรปตะวันออก ยากจนลงๆ สหภาพโซเวียตมีหลายครั้งมาก ที่ต้องให้ประชาชน รอแจกขนมปังยาวเป็น 10 กม. ในที่สุด สหภาพโซเวียตอยู่ไม่ได้ ล่มสลายลง
เยอรมัน มาจากกลุ่มคนเชื้อชาติเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน และก่อนเปลี่ยน ทั้ง 2 ฝั่งมีขนาดเศรษฐกิจเท่าเทียมกัน สร้างกำแพงเบอร์ลินเมื่อปีพ.ศ.2504 ทุบทิ้งปี 2532 รวมเวลา 28 ปี และเป็นเวลา 28 ปี ที่ทุกๆปีเห็นความแตกต่าง เรื่องสถานะทางเศรษฐกิจ เยอรมันตะวันออก จนลงๆ ในขณะที่ เยอรมันตะวันตกรวยเอาๆ(ไปหาอ่าน ตอนทุบกำแพงเบอร์ลิน ดูครับ ถ้าเขียนเรื่องนี้ เนื้อหาจะยาวเกินไป)

สาเหตุที่ วิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์ ล่มเหลว ยากจนเพราะว่า เมื่อให้เกิดการผลิตสินค้าไปทั่ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แย่งผลิต แย่งขาย ตัดราคากันเอง สุดท้ายผลผลิตด้อยคุณภาพ เพราะผู้ผลิต มุ่งขายตัดราคาผู้ขายราคาต่ำสุดจึงจะขายสินค้านั้นได้ ในขณะที่เศรษฐกิจค่อยๆหดตัวตามลำดับ

คนจนลงตามลำดับ สินค้าราคาถูกเท่านั้น ที่คนจนสามารถซื้อได้ มันจึงส่งผล ทั้งระบบที่ไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่มุ่งทำให้ถูกที่สุด ถ้าใครเห็นรถยนต์ เครื่องจักร จากยุโรปตะวันออก ในยุคนั้นซึ่งยังมีใช้ในยุโรปตะวันออกขณะนี้แต่เก่ามาก จะรู้ว่า คุณภาพสู้ของตะวันตกไม่ได้เมื่อเทียบของในยุคเดียวกัน
ทุนนิยม กลุ่มประเทศตะวันตก รัฐบาลจะมีนโยบายให้มีผู้ผลิตแบบจำกัด ตามจำนวนประชากร อย่างเยอรมันตอนนั้น กำหนดให้ มีผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน 4 รายเพื่อให้แข่งขันกันด้านคุณภาพและราคา การกำหนดผู้ผลิตแบบนี้ ธุรกิจที่ตามมา คือ ระบบโลจิสติกส์ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เกิดธุรกิจเพิ่มขึ้นมาอีก 4 ตัวโดยอัตโนมัติ และด้วยหลักให้เกิดการผลิตเชิงแข่งขันกันที่มีผู้ผลิตพอดี กับขนาดของประเทศ สินค้าจึงมีคุณภาพสูงขึ้น พัฒนาเทคโนโลยี่สูงขึ้น ขนาดเศรฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง ท้ายที่สุด คนร่ำรวย ประเทศร่ำรวย
โลกนี้ มีบทเรียนให้เห็นแล้ว ผมรู้ว่า คนไทย ระดับการศึกษาต่ำ อ่านหนังสือกันน้อย จึงขาดความรู้ เมื่อพรรคก้าวไกล เอาหลักคิดของมาร์กซิสต์ มาใช้เป็นนโยบาย จึงชอบ และมองว่ามันดี เหมือนคนยุคกลางศตวรรษที่ 19
พิธา หลายสื่อ บอกว่า เขาโปรไฟล์สุดยอด ฉลาด จบทั้งฮาร์วาร์ด และ MIT
แต่สำหรับผม เขาโง่เขลา ความรู้ต่ำกว่าสิ่งที่ปากพูด พูดเก่งกระล่อน

About best mind

This is a short description in the author block about the author. You edit it by entering text in the "Biographical Info" field in the user admin panel.

0 comments :

แสดงความคิดเห็น